Main Forums ทั่วๆไป ร้อนนักพักร้อน ไปเที่ยวไปกิน
go to last reply
   Go to the first page Go to the previous page You are in page 43 of 45 Go to the next page Go to the last page Go to Page: of 45
ร้อนนักพักร้อน ไปเที่ยวไปกิน
Posted: 06 August 2012at 11:40 | IP Logged  
พรเทพิน สิงหวิโรจน์, 2548

สงบจิตใจ ร่วมทำบุญวันพระใหญ่ที่ “วัดราชสิทธาราม”

โดย : หนุ่มลูกทุ่ง

พระอุโบสถ
      พอใกล้ๆ วันสำคัญทางศาสนา ฉันก็เริ่มมองหาวัดที่จะเข้าไปทำบุญใหญ่สักครั้งหนึ่ง นอกเหนือจากวันธรรมดาที่จะตักบาตร ทำบุญ ทำทานอยู่แล้ว ยิ่งเป็นวันพระใหญ่ วันอาสาฬหบูชา ต่อด้วยวันเข้าพรรษา การได้ไปสงบจิตสงบใจให้เป็นกุศลกับตัวเองก็ยิ่งเป็นเรื่องที่ ดี

      แต่ถ้าจะให้ไปไกลจากเมืองกรุงก็คงจะไม่สะดวกนัก ฉันเลยขอเลือกที่จะไปทำบุญที่
“วัดราชสิทธาราม” หรือ “วัดราชสิทธาราม ราชวรวิหาร” ที่ตั้งอยู่ฝั่งธนบุรี สาเหตุที่เลือกมาที่นี่ก็เนื่องจากวัดนี้มีชื่อเสียงทางด้านก รรมฐาน ที่สอนตั้งแต่ขั้นเริ่มต้นให้คนทั่วไปสามารถเข้าใจได้

ทางเข้าวัดราชสิทธาราม
      ก่อนจะเข้าไปที่วัด ฉันก็ขอศึกษาประวัติความเป็นมาของวัดนี้เสียหน่อย เวลาเดินดูภายในวัดจะได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งขึ้น วัดราชสิทธารามแห่งนี้ แต่เดิมมีชื่อว่า “วัดพลับ” สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยโบราณ แต่ก็ไม่ได้ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างขึ้นเมื่อไหร่ แต่ตัววัดเดิมนั้นตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของวัดในปัจจุบัน

      มาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดใหม่บริเวณที่ติดกัน และให้รวมวัดพลับเดิมเข้าไปอยู่กับเขตวัดที่สร้างขึ้นใหม่ เนื่องจากได้ทรงอาราธนา
“พระอาจารย์สุก” (ภายหลังได้รับการสถาปนาเป็น พระญาณสังวรเถร และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้รับการสถาปนาเป็น สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) มาจำพรรษา ณ วัดในกรุงเทพฯ

หน้าบันลวดลายไม้แกะสลัก
      พระอาจารย์สุก หรือ สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร (สุก) ทรงเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวักราชสิทธาราม ทรงเป็นพระมหาเถระที่ทรงพระเกียรติคุณเป็นที่เลื่องลือพระองค ์หนึ่งในยุครัตนโกสินทร์ ทรงเชี่ยวชาญในกัมมัฏฐาน มีเมตตาภาวนาแก่กล้า จนสามารถเลี้ยงไก่ป่าให้เชื่องได้ ด้วยเหตุนี้จึงได้รับฉายาว่า “พระสังฆราชไก่เถื่อน”

      เมื่อเดินเข้ามาถึงตัววัดแล้ว สิ่งแรกที่ฉันเห็นเด่นชัดและสะดุดตาเป็นอย่างมากก็คือ
พระอุโบสถ ที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบไทยประเพณี หากมองขึ้นไปบริเวณหน้าบันแล้วสังเกตดีๆ จะเห็นลวดลายไม้แกะสลักเป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ ล้อมรอบด้วยลายก้านขดประดับกระจกสีลงรักปิดทอง ที่ยังคงดูสวยสดงดงามแม้จะผ่านกาลเวลามายาวนานแล้ว

กุฏิวิปัสสนา
      สำหรับพระประทานในโบสถ์ เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นลงรักปิดทองปางมารวิชัย นามว่า “พระพุทธจุฬารักษ์” ฉันก็ได้ไปกราบสักการะ เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนที่จะเดินดูความงดงามของจิตรกรรมฝาผนังภายใน ที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติ มหาเวสสันดรชาดก ภาพไตรภูมิ และอื่นๆ อีกมากมาย ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของศิลปะแบบไทยๆ ที่น่าชื่นชม และควรอนุรักษ์ให้ลูกหลานเราได้เห็นสืบไป

      เมื่อเดินออกมาด้านนอก จะเห็นสิ่งก่อสร้างคล้ายๆ ศาลาหลังเล็กๆ ตั้งเรียงรายกันอยู่รอบโบสถ์ ฉันลองสอบถามคุณลุงที่นั่งอยู่แถวนั้น ท่านก็ตอบว่า สิ่งที่เห็นนี้คือ
กุฏิวิปัสสนา มีทั้งหมด 24 หลัง สร้างด้วยการก่ออิฐถือปูน และบริเวณหน้าบันก็ยังปั้นปูนเป็นลวดลายสวยงามด้วย นอกจากนี้ ที่ด้านหน้าโบสถ์ยังมีเจดีย์สำคัญอีก 2 องค์ คือ พระสิราศนเจดีย์ และ พระสิรจุมภฏเจดีย์ เป็นเจดีย์ทรงกลมแบบทรงเครื่อง ตั้งอยู่ทางทิศใต้และทิศเหนือของตัวพระอุโบสถ

พระสิราศนเจดีย์
      เนื่องจากเป็นวัดที่สร้างขึ้นมานานแล้ว จึงทำให้ภายในวัดมีสิ่งก่อสร้างและจุดสำคัญๆ อีกหลายจุด อาทิ พระวิหารแดง ศาลาการเปรียญ หอระฆัง และที่สำคัญ คือ พระตำหนักจันทน์ ที่ในอดีตเคยเป็นพระตำหนักจำพรรษาของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้ าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งที่ทรงผนวช ส่วน พระตำหนักเก๋งจีน ที่สร้างอยู่คู่กับพระตำหนักจันทน์นั้น แต่เดิมก็ใช้เป็นที่รับรองผู้มาเข้าเฝ้าฯ และในบริเวณเดียวกันนี้ก็ยังมี ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งปลูกไว้ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่ห ัว

      อย่างที่บอกมากตั้งแต่ต้นว่า ฉันเลือกมาที่นี่เนื่องจากวัดนี้มีชื่อเสียงทางด้านกรรมฐาน จึงขอแนะนำเสียหน่อยว่า กรรมฐานของวัดราชสิทธาราม เป็น
พระกรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับ คือการเรียนปฏิบัติไปตามกำลังของจิต เกิดสมาธิเป็นขั้นๆ ไป และถือว่าเป็นกรรมฐานของเก่าที่สืบทอดกันมาช้านานตั้งแต่สมัย พุทธกาล

ต้นพระศรีมหาโพธิ์
      จนมาถึงในสมัยรัตนโกสินทร์ ก็มีสมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร (สุก) ทรงเป็นพระอาจารย์ใหญ่กรรมฐาน โดยได้มีการสังคายนาพระกรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับ เพื่อรักษาไว้ไม่ให้สูญหาย หรือแตกกระจายไป

      แต่ในปัจจุบันนั้น กรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับได้เสื่อมลงเรื่อยๆ โดยใช้แบบแผนอื่นเข้ามาแทน ซึ่งยังคงเหลือเฉพาะที่วัดราชสิทธารามเพียงแห่งเดียว ที่ยังคงรักษาพระกรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับเป็นหลักไว้อย่างยาวน านมาจนถึงขณะนี้


รูปปั้นจำลองสมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร (สุก)
      ใครที่เพิ่งเริ่มต้นนั่งกรรมฐาน อาจจะมาเริ่มต้นที่วัดแห่งนี้ก็ได้ โดยจะมีการสอนนั่งกรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับนี้ในทุกวัน เวลา 09.00-19.00 น. ซึ่งเมื่อเรียนรู้แล้วก็สามารถนำไปปฏิบัติต่อเองที่บ้านได้

      สิ่งที่ไม่ควรพลาดอีกแห่งหนึ่งเมื่อมาถึงที่วัดนี้ก็คือ การขึ้นไปศึกษายัง
พิพิธภัณฑ์กรรมฐาน ที่รวบรวมโบราณวัตถุ และของเก่าหายากต่างๆ มาให้ได้ศึกษากัน ทั้งของใช้ และของที่ได้รับพระราชทานของสมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร (สุก) อาทิ ไม้เท้าเบิกไพรไผ่ยอดตาล พระคัมภีร์มูลกัจจายน์ อุณากัณฑ์ ที่สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร (สุก) ทรงคัดลอกด้วยลายพระหัตถ์ บาตรดินเผา ธรรมมาสน์แสดงธรรม เป็นต้น

หุ่นขี้ผึ้งพระสายวิปัสสนา
      และยังมีหุ่นขี้ผึ้งของพระสังฆราชญาณสังวร (สุก) รวมถึงหุ่นขี้ผึ้งของพระอาจารย์วิปัสสนาสายเดียวกันนี้อีกหลายอ งค์ ที่รวบรวมไว้อยู่ภายในพิพิธภัณฑ์ให้คนทั่วไปได้เข้าไปกราบไหว ้

      นอกจากจะไปสงบจิตสงบใจด้วยการเข้าวัดทำบุญ หรือไปนั่งสมาธิที่วัดแล้ว ฉันว่า การที่ทำจิตใจให้สงบ มีสติ รู้จักอยู่กับปัจจุบัน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็สามารถสงบจิตสงบใจของเราได้เช่นกัน และนอกจากจะได้ทำบุญในช่วงวันพระใหญ่แล้ว ฉันว่าจะชวนแม่และคนในครอบครัวมาทำบุญด้วยกัน จะได้มีความสุขกันไปทั้งบ้าน


หนึ่งในวิธีการปฏิบัติกรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับ
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

     “วัดราชสิทธาราม ราชวรวิหาร” ตั้งอยู่ภายในซอยอิสรภาพ 23 แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กทม. โทร.  0-2465-2552  สำหรับพิพิธภัณฑ์กรรมฐาน เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 09.00-17.00 น.


ที่มา www.manager.co.th

 
ร้อนนักพักร้อน ไปเที่ยวไปกิน
Posted: 07 August 2012at 09:41 | IP Logged  
เว็บมาสเตอร์ , 1000

อมอรินี่ ( Amorini) เที่ยวชมชอป บูติคมอลล์ สไตล์เกาะซานโตรินี

     วันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สนุก!  ท่องเที่ยว ได้ขับรถผ่านไปย่านรามอินทรา และได้แวะเดินเที่ยว อมอรินี่ (Amorini)  บูติค ไลฟ์สไตล์ มอลล์ ที่กำลังมาแรงในย่านรามอินทรากม.12 ปากทางเข้าถนนสวนสยาม แหล่งนัดพบสุดฮิปที่สบายด้วยบรรยากาศสบายๆ อบอุ่นเป็นกันเองสไตล์เกาะซานตอรินี ประเทศกรีซ ซึ่งมีเสน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาไมซ้ำใครด้วยโทนสีฟ้าขาว มีแลนด์มาร์คที่สะดุดตาอย่างกังหันและหอระฆังขนาดใหญ่ ตลอดจนการตกแต่งสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นสวยงามด้วยสีขาวสลับฟ้า มีร้านค้าต่างๆ เปิดให้บริการมากมาย เหมาะสำหรับลูกค้าทุกกลุ่มทุกวัย





      อมอรินี่ (Amorini) มีร้านค้าต่างๆ กว่า 30 ร้าน ไม่ว่าจะเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่สำหรับคุณแม่บ้าอย่างท็อ ปส์ มาร์เก็ต หรือ ร้านเสื้อผ้าน่ารักๆ สำหรับวัยรุ่น ร้านขนมสำหรับนั่งเล่นพบปะสังสรรค์ของเพื่อนฝูง การเดินทางสะดวก สามารถรองรับความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่อาจจะไม่ชอบความแออั ดมากจนเกินไป

      อมอรินี่ (Amorini)  เปิดให้บริการทุกวัน หากใครอยากรู้ว่าบรรยากาศชิลล์แค่ไหน ก็ดูภาพเพลินๆ กันได้เลย




































ที่มา
travel.sanook.com


Edited by เว็บมาสเตอร์ on 07 August 2012 at 09:43
 
ร้อนนักพักร้อน ไปเที่ยวไปกิน
Posted: 08 August 2012at 09:40 | IP Logged  
พรเทพิน สิงหวิโรจน์, 2548

มอหินขาว - อุทยานแห่งชาติภูแลนคา



     มอหินขาว เป็นแหล่งท่องเที่ยวในเขตอุทยานแห่งชาติภูแลนคาตั้งอยู่ที่บ้ านวังคำแคน หมู่ 9 ตำบลท่าหินโงม อำเภอเมือง เป็นกลุ่มหินทรายสีขาวขนาดใหญ่กลางทุ่งหญ้าบนเนินเขา มองเห็นได้เด่นชัดในระยะไกล ลักษณะคล้ายสโตนเฮ็นจ์ (Stonehenge) ของประเทศอังกฤษ มีอายุระหว่าง 175-197 ล้านปี เกิดจากการสะสมของตะกอนทรายแป้งและดินเหนียวจากทางน้ำ ต่อมาสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลง การตกตะกอนเปลี่ยนเป็นทราย ในสภาวะอากาศแบบแห้งแล้งกึ่งร้อนชื้นทับถมลงบนตะกอนทรายแป้งแ ละดินเหนียวที่เกิดก่อนจึงแข็งตัวกลายเป็น หิน หลังจาก 65 ล้านปีที่ผ่านมา เกิดการเคลื่อนไหวของเปลือกโลกจากแรงบีบด้านข้างทำให้มีการคด โค้ง แตกหัก ผุพังและการกัดเซาะทั้งในแนวตั้งและแนวนอน ก่อให้เกิดลักษณะของเสาหินและแท่งหินอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ซึ่งมีรูปร่างและลักษณะแตกต่างกันออกไปตามจินตนาการของผู้พบเ ห็น บริเวณรอบๆนั้นยังมีกลุ่มหินอีกหลายแห่งซึ่งสามารถเดินศึกษาธ รรมชาติได้ ทั้งยังเป็นพื้นที่ศึกษาสังคมของพันธุ์พืชต่างๆ สัตว์ป่าขนาดเล็ก แมลงและเป็นแหล่งป่าต้นน้ำลำธารภูแลนคาซึ่งชาวบ้านทำฝายกั้นน ้ำกักเก็บไว้ใช้

      การเดินทางไปชมแหล่งท่องเที่ยวผามอหินขาว จากตัวจังหวัดชัยภูมิ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 2051 ถนนสายชัยภูมิ – ตาดโตน เป็นทางลาดยางระยะทางประมาณ 18 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายก่อนถึงด่านของอุทยานแห่งชาติตาดโตน ตามถนนตาดโตน – ท่าหินโงม เป็นทางลาดยางประมาณ 12 กิโลเมตร แยกซ้ายตามถนนแจ้งเจริญ – โสกเชือก เป็นทางลูกรัง ระยะทาง 6.5 กิโลเมตรถึงบ้านวังคำแคน จากนั้นเลี้ยวขวาตรงบ้านวังคำแคน เป็นทางลูกรังใช้สำหรับขนพืชไร่อีกประมาณ 3.5 กิโลเมตร ถึง กลุ่มหินชุดแรกของ มอหินขาว รวมระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตรจากตัวเมือง

     ในช่วงฤดูฝนควรใช้รถยนต์ประเภทรถกระบะหรือรถขับเคลื่อนสี่ล้อ เพื่อความเหมาะสมกับเส้นทาง ถัดจากกลุ่มหินชุดแรกไปเล็กน้อยจะถึงบริเวณลานกางเต็นท์ มีห้องน้ำบริการ จากจุดนี้มีเส้นทางเดินไปยังกลุ่มหินและจุดชมวิว ได้แก่ หินเจดีย์โขลงช้าง ระยะทางเดินเท้า 650 เมตร ลานหินต้นไทร 900 เมตร สวนหินล้านปี 1,250 เมตร และจุดชมวิวผาหัวนาค 2,500 เมตร



ที่มา www.teenee.com


 
ร้อนนักพักร้อน ไปเที่ยวไปกิน
Posted: 09 August 2012at 11:30 | IP Logged  
พรเทพิน สิงหวิโรจน์, 2548

พักผ่อนในพระราชวังแห่งความสุข บนมงกุฎแห่งเกาะลันตาที่คราวน์ ลันตา รีสอร์ท แอนด์ สปา



สระว่ายน้ำหลักของรีสอร์ท
      
      ทะเลฝั่งอันดามันของประเทศไทย นับว่าเป็นอีกหนึ่งความงดงามติดอันดับโลก ผู้คนทั่วทุกสารทิศพากันมาสัมผัสธรรมชาติ ท้องทะเล และฟ้าใสๆ กันแทบจะตลอดทั้งปี และที่เกาะลันตาก็เป็นหนึ่งในไข่มุกแห่งอันดามัน ที่ถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูง จากความใสสะอาดของน้ำทะเลสีมรกต ความเนียนละเอียดของหาดทรายขาว และความสุขสงบของวิถีชีวิตบนชาวเกาะที่ยังไม่วุ่นวายเหมือนเก าะท่องเที่ยว อื่นๆ
      
       หนึ่งในความสุขของการมาเยือนเกาะลันตานั้น ก็คือการได้มาพักผ่อนที่พระราชวังแห่งความสุข “คราวน์ ลันตา รีสอร์ท แอนด์ สปา” (Crown Lanta Resort & Spa) ที่มีคำนิยามว่า “พระราชวังแห่งความสุข มงกุฎแห่งลันตา เสน่หาแห่งทะเลอันดามัน”



ภายในห้องพัก Holiday Deluxe Pool Access

       คราวน์ ลันตา รีสอร์ท แอนด์ สปา ตั้งอยู่บนพื้นที่ภูผาหินจากพื้นที่ระดับสูงจรดแนวพื้นทรายหา ดพื้นทรายอ่าว ส่วนตัวและโขดหิน บริเวณหาดคอกวาง ด้วยเนื้อที่ 14 ไร่ ที่ได้รับการออกแบบให้ทุกมุมมองมีทิวทัศน์และความส่วนตัว พร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ประกอบด้วยห้องพักจำนวน 70 ห้องและวิลล่าส่วนตัว 13 หลัง ออกแบบและตกแต่งในสไตล์ไทยโมเดิร์น คอนเท็มโพรารี่
      
       พื้นที่ภายในรีสอร์ทจัดสรรออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือ Ground Zone ประกอบไปด้วยห้องพักประเภท Holiday Deluxe Pool Access Room จำนวน 21 ห้อง มีห้องนอนขนาดใหญ่ ห้องน้ำส่วนตัว บริเวณที่นั่งเล่น และเมื่อเปิดประตูก็สามารถลงไปแหวกว่ายในสระว่ายน้ำได้เลย ส่วนห้องพักประเภท Holiday Deluxe Gazebo Pool Room จำนวน 21 ห้อง ประกอบด้วยห้องนอนขนาดใหญ่ ห้องน้ำส่วนตัว มีเทอเรสส่วนตัวให้ออกไปชมทิวทัศน์ภายนอก และในส่วนนี้ยังมี ห้องประชุมและจัดเลี้ยง ที่สามารถรองรับผู้เข้าร่วมสัมมนาได้ประมาณ 80 คน




สระว่ายน้ำด้านหน้า Deluxe Gazebo Pool Room

       ส่วนที่สองคือ The Cliff Zone ประกอบด้วยห้องพักประเภท Elegance Deluxe Room จำนวน 28 ห้อง ที่สามารถสัมผัสความงามของทะเลและขอบฟ้า หรือความสดใสของสระว่ายน้ำสีฟ้าสด โอเชี่ยน ซันเซ็ท วิลล่า (Ocean Sunset Villa) จำนวน 8 หลัง ที่มีห้องนอนขนาดใหญ่พิเศษ พร้อมที่นั่งเล่นเปิดโล่งให้ชมทิวทัศน์พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าใน ยามเย็น ส่วน Ocean Private Pool Villa จำนวน 4 หลัง ที่ให้ความอบอุ่น พร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว และอ่างจากุซชี่ให้นอนแช่น้ำ



ห้องพักแบบ Elegance Deluxe Room

       หากใครที่ชอบความเป็นส่วนตัวมากที่สุด ต้องมาพักที่ Grand Villa ซึ่งถูกแบ่งเป็นสัดส่วนชัดเจน 1 ห้องนอนใหญ่ 1 ห้องนอนเล็ก 3 ห้องน้ำ 1 ห้องนั่งเล่นพร้อมบาร์ส่วนตัว และห้องครัว ส่วนเทอเรสด้านนอกก็มีพื้นที่สำหรับพักผ่อนชมวิว รวมทั้งว่ายน้ำในสระส่วนตัว
      
       ทางด้านห้องอาหารของรีสอร์ทก็มีให้เลือก 3 แห่งด้วยกัน คือ The Peak เป็นห้องอาหารในมุมสูงที่มองเห็นวิวทะเล บริการอาหารนานาชาติ The Cliff ห้องอาหารแบบเปิดโล่ง บริการอาหารทะเล อาหารไทย และอาหารนานาชาติ และ The Pool Bar บริการเครื่องดื่มและของว่างริมสระว่ายน้ำคลอกับเสียงคลื่น



ห้องน้ำของ Ocean Private Pool Villa

       อีกหนึ่งบริการของทางรีสอร์ทสำหรับผู้ที่อยากผ่อนคลายคือ อินฟินิตี้ สปา ที่บริการทรีทเมนต์ต่างๆ ตามความชอบ ส่วนกิจกรรมอื่นๆ ที่มีให้เลือกทำ อาทิ Cooking Class กิจกรรมตกหมึกยามค่ำคืน และในช่วงปลายฝนต้นหนาวต้องไปจับกุ้งแชบ๊วยที่ลอยมาบนผิวน้ำ
      
       สำหรับการพักผ่อนพร้อมความสุขบนเกาะลันตาแบบนี้ คือเสน่ห์ของ “คราวน์ ลันตา รีสอร์ท แอนด์ สปา” ที่ต้องเข้ามาสัมผัสด้วยตัวเอง จึงจะได้ผ่อนคลายสมองและร่างกายภายใต้บรรยากาศธรรมชาติที่งดง ามของท้องทะเล ไทย



Grand Villa ในยามค่ำ
      
     คราวน์ ลันตา รีสอร์ท แอนด์ สปา ตั้งอยู่เลขที่ 315 หมู่ 1 ต.ศาลาด่าน อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0 7562 6999   www.crownlanta.com

ที่มา
ASTVผู้จัดการออนไลน์
10 กรกฎาคม 2555 18:24 น.
 
ร้อนนักพักร้อน ไปเที่ยวไปกิน
Posted: 10 August 2012at 11:34 | IP Logged  
พรเทพิน สิงหวิโรจน์, 2548

จากปางอุ๋งถึงนราฯ ด้วยเพราะรัก..จากพระราชินี โครงการพระราชดำริเพื่อคนไทย

โดย : ตะลอนเที่ยว(travel_astvmgr@hotmail.com)



ปางอุ๋งยามเช้า

    กว่า 60 ปี ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินติดตามเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปทั่วแผ่นดิน ไทยเพื่อเยี่ยมเยือนราษฎร ทรงรับรู้ถึงทุกข์สุขและปัญหาต่างๆของประชาชนอย่างใกล้ชิด อันถือเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการในพระราชดำริต่างๆ เพื่อให้ความรู้และสร้างอาชีพแก่คนไทย อีกทั้งยังเป็นการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมต่างๆ ให้คงอยู่อย่างยั่งยืน ซึ่งสะท้อนถึงความรักความห่วงใยของพระองค์ที่มีต่อคนไทยมาโดย ตลอด

     และเนื่องในวโรกาสปีมหามงคล 2555 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา “ตะลอนเที่ยว” จึงขอพาไปตามรอยแม่หลวง ใน 10 เส้นทางท่องเที่ยวเด่นๆในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริจาก ทั่วประเทศ ซึ่งคัดสรรมาจากโครงการ “ด้วยเพราะรักจากพระราชินี” ที่จัดทำโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)
      
       ปางอุ๋ง
      
       “โครงการจัดหมู่บ้านรวมไทย ปางอุ๋ง” จ.แม่ฮ่องสอน แต่เดิมเป็นป่าเสื่อมโทรม มีปัญหาการขนส่งยาเสพติดชายแดน ถูกบุกรุกตัดไม้ทำลายป่าและเป็นสถานที่ทำไร่ฝิ่นของชาวเขา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จึงทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้ง “โครงการหมู่บ้านรวมไทย” ขึ้นในปี 2522
      
       จากวันนั้นหมู่บ้านรวมไทยได้พัฒนาความเป็นอยู่ อาชีพ ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ และสร้างอ่างเก็บน้ำ ปรับปรุงภูมิทัศน์ จนเกิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามขึ้นชื่อ จนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน “สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย” ซึ่งเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยที่หมู่บ้านรวมไทยมีที่พักแบบโฮมสเตย์ หรือสามารถกางเต็นท์ได้บริเวณสวนสนริมอ่างเก็บน้ำ





สวนพฤกษศาสตร์แม่ริม แหล่งรวมพันธุ์ไม้มากมาย

สวนพฤกษศาสตร์แม่ริม
      
       สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชดำริว่า “...กล้วยไม้ไทยมีความงาม และมีกลิ่นหอมมาก ซึ่งนับวันจะหาดูได้ยากและใกล้สูญพันธุ์ไปทุกขณะ ขอให้ช่วยกันหาทางรวบรวมและอนุรักษ์ไว้ พร้อมกับการขยายพันธุ์ให้มีปริมาณมากพอที่จะคืนสู่ป่าธรรมชาต ิได้…”
      
       ด้วยเหตุนี้หลายหน่วยงานจึงร่วมกันสนองพระราชดำริ โดยหนึ่งในนั้นก็คือโครงการขยายพันธุ์กล้วยไม้ไทยหายากเพื่อก ารอนุรักษ์ฯ แห่ง สวนพฤกษศาสตร์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่
      
       สวนพฤกษศาสตร์ แม่ริม มีเนื้อที่กว่า 6,500 ไร่ เป็นสถานที่อนุรักษ์และรวบรวมพันธุ์ไม้เป็นหมวดหมู่ตามวงศ์สก ุลต่างๆ ให้สอดคล้องกับธรรมชาติมากที่สุด ภายในสวนมีแปลงรวมพันธุ์ไม้ดอกขาว อาคารเรือนกระจกที่รวบรวมพันธุ์กล้วยไม้ป่าไว้กว่า 350 ชนิด บางชนิดหาชมยากและใกล้สูญพันธุ์



ผ้าทองดงาม หนึ่งในการส่งเสริมอาชีพบ้านสมพรรัตน์ จ.อุบลฯ

ศิลปะไทยสร้างอาชีพที่อุบลฯ
      
       ในปี 2537 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จเยี่ยมราษฎรใน อ.บุณฑริก กลุ่มราษฎรได้ทูลเกล้าฯ ถวายผลิตภัณฑ์ผ้าไหมและผลิตภัณฑ์จักสาน พระองค์จึงพระราชทานเงินเพื่อเป็นทุนแก่กลุ่มราษฎรดังกล่าว อีกทั้งยังพระราชทานพระราชดำริให้ราษฎรในพื้นที่ทำงานศิลปาชี พเพื่อเพิ่มพูน รายได้ เป็นอาชีพเสริมเพื่อให้มีรายได้เพียงพอต่อการเลี้ยงครอบครัว จึงเกิดเป็น “โครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านสมพรรัตน์” อ.บุณฑริก จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นหมู่บ้านในโครงการศูนย์ศิลปาชีพพิเศษของสมเด็จพระนาง เจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา และปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ทอผ้าไหม ลักษณะของผลิตภัณฑ์เป็นหัตถกรรมทอผ้าไหม ผ้าลายกาบบัว ซึ่งสืบทอดภูมิปัญญาการทอผ้าจากบรรพบุรุษ และอนุรักษ์ให้คงอยู่จวบจนปัจจุบัน
      
ป่ารักน้ำ ส่องดาว
      
       “โครงการป่ารักน้ำ” บ้านถ้ำติ้ว อ.ส่องดาว จ.สกลนคร เกิดขึ้นมาจากการที่ป่าไม้ถูกทำลายโดยมนุษย์ซึ่งมีผลทำให้เกิ ดฝนแล้ง และเกิดผลกระทบต่างๆ ตามมา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จึงมีพระราชดำริว่า ป่าไม้เป็นที่ดูดซึมกักเก็บน้ำไว้ในรากใต้ดิน ทำให้เกิดน้ำซับเป็นลำธารขึ้น จึงทรงชักชวนให้ประชาชนร่วมมือร่วมใจกันปลูกป่า และให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมทั้งการอนุรักษ์และการใช้ปร ะโยชน์จากป่า โดยจัดตั้งโครงการป่ารักน้ำแห่งแรกขึ้นที่อุทยานแห่งชาติภูผา เหล็ก อ.ส่องดาว คือจุดเริ่มต้นของโครงการป่ารักน้ำแห่งแรก และเป็นต้นแบบการอนุรักษ์ป่าที่ยั่งยืนโดยประชาชนในพื้นที่มี ส่วนร่วมทั้ง การอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จา กป่า



ตุ๊กตาชาววัง ชุมชนบางเสด็จ
      
ศูนย์ตุ๊กตาชาววังบางเสด็จ
      
       “โครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริ และศูนย์ตุ๊กตาชาววังบางเสด็จ” จ.อ่างทอง สร้างขึ้นหลังจากเกิดเหตุการณ์อุทกภัยเมื่อปี 2549 ราษฎรในจังหวัดอ่างทองจำนวนได้รับผลกระทบและไร้ที่อยู่อาศัย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างศาลาเอนกประสงค์สำหรับเป็นที่พัก และทำโครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริขึ้นเพื่อช่วยให้ราษฎ รมีงานทำ ต่อมาฟาร์มตัวอย่างฯ จึงถูกพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวด้านการเกษตรของอ่างทอง
      
       นอกจากนี้ที่นี่ยังมีศูนย์ตุ๊กตาชาววัง ชุมชนบางเสด็จ อันโด่งดัง ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเห็นว่าพื้นที่แห่งนี้มีดินเหนียวธรรมชาติสามารถปั้นตุ๊กต าได้ เพื่อช่วยสร้างรายได้นอกเวลาทำนาหรือช่วงน้ำท่วม ตุ๊กตาชาววังเป็นศิลปะจากดินเหนียวที่สวยงาม สะท้อนความเป็นอยู่ วัฒนธรรมของไทย ซึ่งไม่เพียงสร้างอาชีพให้แก่ชาวบ้าน แต่ยังเป็นงานศิลปหัตถกรรมที่ส่งออกขายไปทั่วโลก




พิพิธภัณฑ์ผ้า ณ หอรัษฎากรพิพัฒน์ (ภาพ : พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าฯ)
พิพิธภัณฑ์ผ้า พระราชินี
      
       “พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และพิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต” กรุงเทพฯ พิพิธภัณฑ์ทั้งสองแห่งมีจุดกำเนิดจากพระราชดำริให้ส่งเสริมงา นอาชีพหัตถกรรม แก่ราษฎร และต่อมาได้โปรดเกล้าฯ ให้ก่อตั้งเป็นมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิร ิกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ขึ้นเมื่อปี 2519
      
       สำหรับพิพิธภัณฑ์ผ้านั้น ตั้งอยู่ ณ หอรัษฎากรพิพัฒน์ จัดตั้งขึ้นภายใต้มูลนิธิศิลปาชีพฯ เพื่อเป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับผ้าไทย ตลอดจนประวัติศาสตร์เครื่องแต่งกายของคนไทยซึ่งเป็นสมบัติทาง วัฒนธรรมของ ชาติ ภายในมีการจัดแสดงฉลองพระองค์ชุดสากลและฉลองพระองค์ชุดไทยราชนิ ยม ส่วนพิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดินในพระที่นั่งอนันตสมาคมนั้น จัดแสดงผลงานศิลปหัตถกรรมอันวิจิตรงดงามด้วยฝีมือชาวบ้านจากม ูลนิธิส่งเสริม ศิลปาชีพฯ เช่น เรือพระที่นั่งจำลอง พระที่นั่งพุดตานถมทอง ฯลฯ มาจัดแสดงให้ได้ชมกัน



ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล
      
ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล สัตหีบ
      
       “ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ” อ.สัตหีบ จ. ชลบุรี จัดตั้งขึ้นจากพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เพื่ออนุรักษ์และขยายพันธุ์เต่าทะเลที่ใกล้สูญพันธุ์ ปัจจุบันสามารถเพาะฟักและอนุบาลเต่ากลับคืนสู่ท้องทะเลได้ ปีละกว่า 10,000 ตัว และเต่าเหล่านั้นได้กลับขึ้นมาวางไข่อย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลไทยได้เป็นอย่างดี
      
       นอกจากนั้น ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญแห ่งหนึ่งของ จ.ชลบุรี ปัจจุบันเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมและสัมผัสกับวงจรชีวิตของ เต่าทะเล โดยจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับเต่าทะเล พร้อมวิทยากรบรรยายให้ความรู้ สามารถชมเต่าทะเลอย่างใกล้ชิดได้ที่อะควาเรียมและบ่ออนุบาลลู กเต่าทะเล



สวนป่าเฉลิมพระเกียรติฯ จ.ราชบุรี
      
สวนป่าเฉลิมพระเกียรติฯ สวนผึ้ง
      
       “สวนป่าเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ” อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี สร้างขึ้นเพื่อถวายในวโรกาสที่ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 5 รอบในปี 2535 ตามพระราชปณิธานว่า “ขอให้สร้างป่า โดยมีคนอาศัยอยู่ด้วยโดยไม่ทำลายป่า คือต้องช่วยเขาเหล่านั้นจริงๆ ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีพอสมควร เช่น มีที่ดินทำกิน มีน้ำ ให้การศึกษา ส่งเสริมงานศิลปาชีพต่างๆ ให้มีรายได้เพิ่มขึ้น เมื่อเขาอยู่ได้แล้วเขาจะได้ช่วยดูแลป่า”
      
       ปัจจุบันที่นี่ได้พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เป็นศูนย์รวมพันธุ์ไม้นานาชนิดที่มีค่าทางเศรษฐกิจและเป็นแหล ่งศึกษาทาง ธรรมชาติ มี “แก่งส้มแมว” แก่งหินน้อยใหญ่สลับซับซ้อนกลางแม่น้ำภาชีเป็นแหล่งท่องเที่ย วที่น่าชม มีต้น “ส้มแมว” เป็นพันธุ์ไม้หาชมยาก นอกจากนี้ยังมีศูนย์ฝึกศิลปาชีพที่ทรงจัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเห ลือราษฎรที่ เป็นคนไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงให้มี อาชีพเสริมหลังการเก็บเกี่ยวพืชไร่ เช่น การทอผ้า ปั้นเครื่องปั้นดินเผา ฯลฯ เพื่อนำมาขายเป็นที่ระลึกที่ศูนย์จำหน่ายสินค้า



ป่าชายเลนสิรินาถราชินี
      
ป่าชายเลนสิรินาถราชินี
      
       “ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี (ศูนย์สิรินาถราชินีฯ)” อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ก่อนจะมาเป็นศูนย์ศึกษาเรียนรู้ฯ ป่าชายเลนอันเขียวชอุ่ม บริเวณนี้เคยเป็นพื้นที่เสื่อมโทรมจากการทำนากุ้ง ทำให้ป่าชายเลนถูกบุกรุกอย่างหนัก จนกระทั่งปี 2539 เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินมายังวนอุทยานปราณบุรี ในปี 2539 และทรงห่วงใยต่อสถานการณ์ป่าชายเลนบริเวณปากน้ำปราณบุรีที่ถู กบุกรุกทำลาย กรมป่าไม้จึงสนองพระราชดำริด้วยการยกเลิกสัมปทานการทำนากุ้ง และต่อมาได้มีการปรับปรุงดินและฟื้นฟูป่าชายเลน จนสามารถนำความอุดมสมบูรณ์คืนสู่ระบบนิเวศดั้งเดิมได้สำเร็จ
      
       ปัจจุบันพื้นที่แห่งนี้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ในระบบนิเวศป่าช ายเลนที่ ประชาชนสามารถเข้าชมได้ มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติระยะทางกว่า 1 กม. ลัดเลาะไปตามป่าชายเลน จะได้เห็นทั้งพืชและสัตว์ที่อาศัยในป่าชายเลน รวมถึงนกนานาชนิดด้วย




ศูนย์ศิลปาชีพ จ.นราธิวาส
      
ชุมชนหัวใจพอเพียง นราธิวาส
      
       เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรใน จ.นราธิวาสเมื่อปี 2547 ทรงทราบถึงความเดือดร้อนทุกข์ยากของราษฎรที่ได้รับผลกระทบจาก การก่อความไม่ สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พระองค์จึงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อจัดซื้อที่ด ินในการจัดตั้ง “โครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงและฟาร์มตัวอย่าง อันเนื่องมาจากพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ” ขึ้น ที่บ้านรอตันบาตู ต.กะลุวอ อ.เมือง จ.นราธิวาส
      
       จวบจนปัจจุบัน หมู่บ้านแห่งนี้กลายเป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง บริเวณรอบบ้านยกร่องสวนเพาะปลูกพืชผัก พืชไร่ ไม้ผล รวมทั้งเลี้ยงปลาและสัตว์ปีกเพื่อเป็นอาหารและจำหน่ายเป็นราย ได้เสริม พร้อมทั้งจัดตั้งศูนย์ศิลปาชีพทำเครื่องปั้นดินเผา เพื่อให้ชาวบ้านมีอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้อย่างพอเพีย ง
      
       ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของโครงการพระราชดำริในสมเด็จพระน างเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ หากใครได้ไปเที่ยวชมโครงการเหล่านี้แล้ว นอกจากจะได้สัมผัสกับพระราชปณิธานในการสร้างความเป็นอยู่ที่ย ั่งยืนให้ชาว ไทยแล้ว ยังเป็นการกระจายรายได้ไปยังท้องถิ่นผ่านการท่องเที่ยวเพื่อต อบสนองโครงการ พระราชดำริของพระองค์ท่านอีกทา งหนึ่งด้วย

โดย
ตะลอนเที่ยว(travel_astvmgr@hotmail.com)

ที่มา
ASTVผู้จัดการออนไลน์
8 สิงหาคม 2555 17:46 น.
 
ร้อนนักพักร้อน ไปเที่ยวไปกิน
Posted: 14 August 2012at 10:19 | IP Logged  
พรเทพิน สิงหวิโรจน์, 2548

อุบลราชธานี กับ 6 แหล่งท่องเที่ยวฮอตๆ น่าไปเยือน

     เที่ยวด้วยใจภักดิ์ ฮักมรดกแผ่นดิน เยือนถิ่นอีสานครั้งนี้ เราจะเดินทางไปจังหวัดติดชายแดนไทย-ลาว ตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง อุบลราชธานี เมืองที่ตั้งอยู่ในดงอู่ผึ้ง มีประเพณีแห่เทียนอันยิ่งใหญ่ตระการตา ในอดีตการประกอบพิธีกรรมใดๆขึ้น " เทียน" เป็นเครื่องบูชาสำคัญอย่างหนึ่ง นั่นคือคุณประโยชน์ของเทียนที่ผ่านมาซึ่งในปัจจุบันวิธีคิดกา รใช้เทียนมีการ พัฒนามากขึ้น ได้ถูกดัดแปลงออกแบบเพื่อใช้ประโยชน์เป็นเครื่องประดับตกแต่ง ของฝาก ของขวัญ ใช้จุดเพื่อสุขภาพทั้งทางกาย และทางใจ

 ผลิตภัณฑ์เทียนหอมเดชอุดม



     บนถนนสรเดช ตำบลเมืองเดช อำเภอเดชอุดม สัมผัสบรรยากาศ " หอมละมุนอุ่นละไม ผลิตภัณฑ์เทียนหอมเดชอุดม " ได้รับการการันตีระดับจังหวัด จากการคัดสรรสุดยอดโอท็อป โปรดัก แชมเปี้ยน ในปี2546 เป็นสินค้าโอท็อปพรีเมียม ระดับ 4 ดาว ของกรมส่งเสริมการส่งออกกระทรวงพาณิชย์ และใบรับรอง มผช.จากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์เทียนหอมเดชอุดมให้ความสำคัญถึงการออกแบบต้องสมดุลส อดคล้องกัน พร้อมถ่ายทอดความหมายต่างๆได้ เช่น ความรักความเป็นวัฒนธรรม การดำรงชีวิตของคนแต่ละท้องถิ่น ด้วยความตั้งใจโดยเฉพาะการเข้ากลีบดอกไม้ เพราะถ้าไม่สมดุลแล้วเมื่อนำดอกไม้ไปลอยน้ำแล้วจะทำให้การลอย น้ำไม่ตรง ดอกกุหลาบจะเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง ไม่สามารถอยู่บนน้ำได้ และสิ่งที่แตกต่างลวดลายของใบไม้ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมีรายละเอียดความเหมือนจริง ไม่เหมือนใครกลายเป็นจุดเด่น ของผลิตภัณฑ์เทียนหอมเดชอุดมส่วนใหญ่จะเป็นดอกไม้ด้วยรูปแบบท ี่แปลกใหม่ สีสันสวยงาม สะอาดตา ทำเป็นรูปดอกไม้ จัดเป็นช่อ ซึ่งมีหลายชนิด แต่ที่มากที่สุด คือ ดอกบัว สัญลักษณ์แห่งเมืองอุบลฯ ทำเป็นดอกเดี่ยว หรือ มีภาชนะบรรจุ มีกลิ่นหอม จุดให้แสงสว่างได้ เหมาะสำหรับเป็นของฝาก ของที่ระลึกเก็บสะสม ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบของชาวต่างชาติที่เน้นการใช้งานเป็นหลัก

วัดทุ่งศรีเมือง



     ชมเทียนหอมกันแล้วถึงเวลาออกเดินทางไป เยือนชุมชน ชมวิถีวัฒนธรรมการตกแต่งต้นเทียนซึ่งการไปเยือนชุมชน หรือ คุ้มวัดต่าง ๆ ในช่วงที่กำลังเตรียมการตกแต่งต้นเทียน คือในช่วงประมาณ 2-3 วัน ก่อนวันแห่นั้น นอกจากผู้มาเยือนจะได้ศึกษากรรมวิธีและขั้นตอน การตกแต่งเทียนอันเป็นภูมิปัญญาของท้องถิ่นแล้ว ยังจะได้สัมผัสบรรยากาศการร่วมแรงร่วมใจ ของชุมชนในการทำกิจกรรมทางพุทธศาสนา ซึ่งถือเป็นวิถีวัฒนธรรมพื้นบ้านที่สำคัญของชาวอุบลฯ บนถนนหลวง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เยี่ยมชมชุมชนอนุรักษ์เทียนพรรษาเมืองอุบล " ชุมชนวัดทุ่งศรีเมือง " สร้างสมัยปลายรัชกาลที่ 3 มีพระเจ้าใหญ่ศรีเมือง เป็นพระประธานในวิหารศรีเมือง ภายในวัดยังมีหอพระพุทธบาท เนื่องจากสร้างขึ้นเพื่อประดิษฐาน รอยพระพุทธบาทจำลอง ลักษณะของหอพระพุทธบาท เป็นสถาปัตยกรรมผสมผสาน ระหว่างศาสนาคารอีสานพื้นบ้านกับเมืองหลวง หอไตรกลางน้ำ แหล่งสืบค้นและโบราณสถานที่สำคัญสำหรับชุมชนวัดทุ่งศรีเมือง มีส่วนร่วมในงานประเพณีแห่งเทียนพรรษาของจังหวัดอุบลราชธานีอ ย่างต่อเนื่อง ขบวนเทียนพรรษาคุ้มวัดทุ่งศรีเมือง เป็นต้นเทียนประเภทติดพิมพ์ ขนาดใหญ่ โดยพระครูสมุห์สำลี ทิฏฺฐธมฺโม และคณะทำงานร่วมกับชุมชนออกแบบและจัดทำต้นเทียนเพื่อสืบสานงา นบุญประเพณี แห่งเทียนให้มีความยั่งยืน โดยเฉพาะการทำเทียนพรรษาจะมีเยาวชนนักเรียน นักศึกษา และประชาชนสนใจได้ศึกษาและเรียนรู้ร่วมฝึกปฏิบัติการหลอมใจ ทำบุญจากการทำเทียนพรรษา โดยมี

ชุมชนวัดบูรพา



     เรายังคงอยู่ใน อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เดินทางไปถนน พโลรังฤทธิ์ เยี่ยมชม " ชุมชนวัดบูรพา " เป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งของจังหวัดอุบลราชธานี มีอายุกว่า 200 ปี ดังนั้นวัดนี้จึงมีโบราณสถานที่ล้ำค่า คือ สิม ซึ่งสร้างด้วยดินเหนียว ปัจจุบันกรมศิลปากรได้จดทะเบียนขึ้นเป็นโบราณสถานแล้ว และมีหอไตรบกคู่ (สร้างอยู่บนดิน) ไว้เก็บเอกสารเกี่ยวกับธรรมะต่าง ๆ นอกจากนั้นแล้วภายในวัดยังสงบร่มรื่น อุดมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่จำนวนมาก ในอดีตเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมต้นกำเนิดวัดสายวิปัสสนากรรมฐาน เป็นที่ประดิษฐานรูปหล่อเหมือนของพระอาจารย์วิปัสสนา 5 องค์ คือ พระอาจารย์สีเทา ชัยเสโน , พระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล, พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต, พระญาณวิศิษย์และพระสิทธิธรรมรังสีคัมภีร์เมธาจารย์ ประชาชนเลื่อมใสศรัทธามากราบไหว้บูชาเพื่อเป็นสิริมงคล สำหรับชุมชนวัดบูรพาได้ตระหนักถึงประเพณีอันดีงามของชาวอุบลร าชธานี จึงได้ร่วมมือร่วมใจกับชุมชนเพื่อทำต้นเทียนประเภทติดพิมพ์ขน าดใหญ่ส่งเข้า ประกวดทุกปี และเกือบทุกปี ต้นเทียนประเภทติดพิมพ์วัดบูรพา มักจะได้รับรางวัลชนะเลิศ หรือรองชนเลิศอันดับ 1 โดยตลอด โดยมีนายแก้ว อาจหาญ มรรคทายกวัดบูรพา เป็นผู้กำกับ ดูแลการทำต้นเทียนพรรษา พร้อมเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวมีส่วนในการทำต้นเทียนอีกด้วย

วัดพระธาตุหนองบัว



     บนถนนธรรมวิถี " ชุมชนวัดพระธาตุหนองบัว " ด้วยศรัทธาแรงกล้าของพุทธศาสนิกชนอุบลราชธานี มีความประสงค์จะสร้างวัดให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม ในวาระมงคลกึ่งพุทธกาล พุทธศตวรรษ 2500 (พ.ศ. 2500) และได้ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2498 ภายในบริเวณวัดมีพระบรมธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ เป็นแบบจำลองมาจากพระเจดีย์พุทธคยา ประเทศอินเดีย เป็นสถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ รอบองค์พระธาตุเป็นกำแพงแก้ว ซึ่งทั้ง 4 มุม ของกำแพงแก้ว ได้ประดิษฐานพระเจดีย์ขนาดเล็กอีก 4 องค์ ภายในองค์พระธาตุมีประตูทางเข้าทั้ง 4 ด้าน สำหรับชุมชนวัดพระธาตุหนองบัว มีนายวิเชียร ภาดี เป็นช่างทำต้นเทียน ประเภทแกะสลัก ซึ่งเริ่มเรียนรู้การทำต้นเทียนมาตั้งแต่อายุ 15 ปี มีผลงานการทำเทียนพรรษามา 27 ปี ได้รับรางวัลชนะเลิศรวม 8 ครั้ง มีความภูมิใจที่ได้เป็นลูกศิษย์ของครู โดยเฉพาะ อ.อุตส่าห์ จันทรวิจิตร ที่สร้างชีวิตให้กับทีมงานจนกลายมาเป็นช่างทำเทียนพรรษา และช่างศิลปะชื่อดังของจังหวัดอุบลราชธานี

ผามออีแดง



     เส้นทาง เที่ยวด้วยใจภักดิ์ ฮักมรดกแผ่นดิน เยือนถิ่นอีสาน เราเดินทางไป " ผาหินสีแดง ผามออีแดง " ตั้งอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ อยู่บริเวณใกล้ทางขึ้นสู่ปราสาทเขาพระวิหารที่มีทัศนียภาพสวย งาม เป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ พื้นที่แนวชายแดนประเทศกัมพูชา และบริเวณปราสาทเขาพระวิหารได้อย่างสวยงามและกว้างไกล จุดสูงสุดของหน้าผามออีแดง สามารถส่องกล้องชมปราสาทเขาพระวิหารได้ชัดเจนมาก มองเห็นสภาพภูมิประเทศ ผามออีแดง มีลักษณะเป็นลานหินธรรมชาติ ส่วนหน้าผาสูงชันกั้นเขตแดนประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา ตลอดแนวผามออีแดงมีระยะประมาณ 300 เมตร เป็นจุดชมวิวที่มองเห็นทัศนียภาพของแผ่นดินประเทศกัมพูชาที่อ ยู่ต่ำลงไป บริเวณผามออีแดง มีภาพแกะสลักนูนต่ำเป็นรูปคล้ายนางอัปสรา 3 องค์ เป็นศิลปะเขมร อายุราวพุทธศตวรรษที่ 15 เป็นรูปสลักซึ่งเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย ในเครื่องแต่งกายแบบชาวกัมพูชา สร้างขึ้นก่อนปราสาทเขาพระวิหาร ราวกลางศตวรรษที่ 11 อายุประมาณ 1,500 ปี มีโบราณวัตถุ พระพุทธรูปนาคปรก บริเวณจุดสูงสุดของผามออีแดงสามารถมองเห็นทัศนียภาพของปราสาท เขาพระวิหารได้ อย่างชัดเจนโดยผามออีแดง เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้เฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการเท่านั้น เก็บภาพความประทับใจแล้วเราเดินทางไป ตะวันออกสุดของประเทศไทย เขตอำเภอโขงเจียม อำเภอศรีเมืองใหม่ และอำเภอโพธิ์ไทร

เสาเฉลียง และลานหินแตก



     " อุทยานแห่งชาติผาแต้ม " บริเวณจุดชมวิวมองเห็นทัศนียภาพภูเขาเคียงข้างแม่น้ำ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่ผาแต้มสามารถรับชมพระอาทิตย์ขึ้นได้เป็นแสงแรกแห่งสยาม สภาพภูมิประเทศเป็นที่ราบสูง และเนิน เขา มีหน้าผาสูงชันซึ่งเกิดจากการแยกตัวของผิวโลก สภาพป่าโดยทั่วไปเป็นป่าเต็งรัง มีพันธุ์ไม้ดอกที่สวยงามขึ้นอยู่ตามลานหิน มีหินทรายลักษณะ แปลกตากระจายอยู่ทั่วบริเวณ " ประติมากรรมจากธรรมชาติ เสาเฉลียง " ตั้งอยู่ในเขต อุทยานแห่งชาติผาแต้ม จ.อุบลราชธานี ชื่อ เสาเฉลียง แผลงมาจากคำว่า " สะเลียง " ซึ่งแปลว่าเสาหินเป็นประติมากรรมหินทรายชิ้นเอกจากธรรมชาติ มีลักษณะคล้ายดอกเห็ด เรียงรายกันอยู่มากมาย ซึ่งหินดังกล่าวจะปรากฏเห็นซากเปลือกหอย กรวด ทราย อยู่ในแผ่นหินขนาดใหญ่ นักธรณีวิทยา สันนิษฐานว่า เมื่อประมาณล้านกว่าปี สถานที่แห่งนี้คงจะเป็นทะเล โดยเสาเฉลียงประกอบจากหินทรายสองชุด คือ หินทรายยุคครีเตเชียส ชั้นบนซึ่งแข็งกว่า และหินทรายยุคจูแรสซิก ชั้นล่างซึ่งอ่อนกว่า จากอิทธิพลของน้ำและลม กัดกร่อนหิน ดิน ทรายเป็นเวลายาวนานกว่าร้อยล้านปี จนเกิด กระบวนการต้านทานทางธรรมชาติ ซึ่งเป็นแรงกดทับ และแรงธรรมชาติอื่น ๆ ทำให้เม็ดทรายในเนื้อหินเชื่อมประสานกันแน่นขึ้น ส่งผลให้สามารถรักษารูปร่างได้ถึงปัจจุบันนี้ เดินต่ออีกประมาณ 200 เมตร ไปดูรอยแยกของแผ่นดินที่ลานหินแตก อยู่ถัดจากเสาเฉลียงขึ้นไปบนเนินเขาลานหินแตกจากรอยเลื่อนตัว ของเปลือกโลก เมื่อหลายล้านปีมาแล้ว เป็นลักษณะที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ มีจุดชมวิวทัศนีย์ภาพแม่น้ำโขงที่สวยงาม

ผาแต้ม



     มา ถึง" ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว " แหล่งเรียนรู้ข้อมูลอุทยานฯก่อนเที่ยวชมสถานที่ต่างๆอยู่ใกล้ ลานจอดรถ เป็นอาคารปูนชั้นเดียว มีห้องโถงจัดแสดงภูมิประเทศของ อุทยานฯ และสัตว์ป่า มีรูปภาพสถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง เช่น น้ำตก ลานดอกไม้ จำหน่ายของที่ระลึก ด้านหลังเป็นจุดชมวิวแม่น้ำโขงที่สวยงาม ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เราสามารถขอแผนที่เดินเท้าไปบริเวณด้านล่างของผาแต้มมี ภาพเขียนสี ก่อนประวัติศาสตร์ ปรากฏเรียงรายอยู่เป็นระยะมีอายุไม่ต่ำกว่าสามพันถึงสี่พันปี ทางอุทยานฯ ได้ทำทางเดินจากหน้าผาด้านบนลงไปชมภาพเขียนสีเหล่านี้ที่หน้า ผาด้านล่าง ระยะทางประมาณ 500 เมตร ภาพเขียนจะอยู่บนผนังหน้าผายาวติดต่อกันประมาณ 180 เมตร ซึ่งเป็นมุมต่ำกว่า 90 องศา มีภาพทั้งหมด ประมาณ 300 ภาพ แบ่งเป็น 5 กลุ่มใหญ่ๆ คือ ภาพคนทำนา ภาพสัตว์ ภาพมือ ภาพลายเรขาคณิต และภาพตุ้ม เครื่องมือจับปลาของชาวประมงริมโขง ซึ่งเป็นจำนวนภาพเขียนสีโบราณมากที่สุดเท่าที่เคยค้นพบในประเ ทศไทยและในต่าง ประเทศ ค่อนข้างจะสมบูรณ์มาก

     สามารถสอบถามข้อมูลเส้นทางท่องเที่ยวเพิ่มเติมได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานอุบลราชธานี 264/1 ถ. เขื่อนธานี อ.เมืองฯ จ.อุบลราชธานี 34000 โทร.0-4524-3770 , 0-4525-0714   โทรสาร 0-4524-3771   Website : www.tourismthailand.org E-mail : tatubon@tat.or.th

เรื่องและภาพ : วุฒิภัทร วิมุกตานนท์
ที่มา travel.sanook.com
 
ร้อนนักพักร้อน ไปเที่ยวไปกิน
Posted: 15 August 2012at 10:11 | IP Logged  
พรเทพิน สิงหวิโรจน์, 2548

เที่ยวชมโครงการพระราชดำริแหลมผักเบี้ย จ.เพชรบุรี

เรื่อง : ศรัญญา โรจน์พิทักษ์ชีพ
ภาพ : กฤตภาส สุทธิกิตติบุตร




     ตามรอยโครงการพัฒนาตามพระราชดำริ ตอน...โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี (BE Magazine)

     จังหวัดเพชรบุรี เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่จำได้ว่าไปบ่อยมาก ไม่ว่าจะเป็นทะเลปึกเตียน หาดเจ้าสำราญ และหาดชะอำ แต่พอศึกษาจริง ๆ และตั้งใจที่จะไปจังหวัดนี้อย่างจริงจัง ทำให้ฉันพบว่าเราพลาดสิ่งดี ๆ ไปหลายอย่าง โดยเฉพาะป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์และแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติที่ ดีที่สุดของ จังหวัดเพชรบุรี โดยเฉพาะโครงการฯ แหลมผักเบี้ยฯ ที่เราตั้งใจว่าจะไปให้เห็นป่าชายเลนที่แสนอุดมสมบูรณ์และทำค วามเข้าใจว่า ป่าชายเลน คือ สถานที่บำบัดน้ำเสียที่ดีที่สุด ก่อนที่น้ำนั้นจะไหลลงสู่ทะเลที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระองค์ได้มีพระราชดำริขึ้นเพื่อประชาชนทุกคนอย่างแท้จริง

      4 ระบบบำบัดน้ำเสียให้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ ตามพระราชดำริแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

     คุณอัญชลี วรรณพุก วิทยากรในโครงการฯ ได้อธิบายว่า ที่มีโครงการแห่งนี้เพราะสมัยก่อนที่นี่จะพบกับปัญหาน้ำเสียถ ึงขนาดใช้น้ำ ไม่ได้เลย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระองค์ทรงมีพระราชดำริจัดตั้งโครงการแห่งนี้ขึ้นเพื่อบำบัดน ้ำเสีย ซึ่งมีด้วยกันถึง 4 ระบบ คือ...

      ระบบแรก คือ บ่อบำบัดน้ำเสีย เวลาที่มีน้ำเสียไหลมาแต่ละบ่อก็จะไหลล้นผ่านอาคารระบายน้ำด้ านบน และเชื่อมต่อกันทางตอนล่างของบ่อถัดไปเป็นลำดับก่อนที่จะนำคื นสู่แหล่งน้ำ ธรรมชาติ

      ระบบที่สอง คือ ระบบพืชและหญ้ากรองน้ำเสีย ซึ่งให้พืชช่วยบำบัดนำเสียโดยการให้น้ำเสียไหลผ่านแปลงหญ้าแล ะหญ้าที่ดีที่ สุดก็คือ หญ้าธูปฤาษี ที่ช่วยปล่อยออกซิเจนจากรากลงไปเติมน้ำให้กลายเป็นน้ำดีได้ และเมื่อครบ 90 วัน ก็จะตัดพืชออก พอตัดแล้วก็นำไปให้กลุ่มแม่บ้านทำเครื่องสานเพื่อเพิ่มประโยช น์และสามารถ สร้างรายได้ให้กับกลุ่มแม่บ้านได้

      ระบบที่สาม คือ ระบบพื้นที่ชุ่มน้ำเทียม กลไกก็จะคล้ายกับระบบพืชและหญ้ากรอง แต่จะแตกต่างกันด้วยวิธีการ

      ระบบที่สี่ คือ ระบบแปลงพืชป่าชายเลน โดยการให้ธรรมชาติบำบัดด้วยตัวของมันเองตามระยะเวลาการขึ้นลง ของน้ำทะเลใน แต่ละวัน อาศัยระบบรากของพืชป่าชายเลนช่วยปล่อยก๊าซออกซิเจนเติมให้กับ น้ำเสียและ จุลินทรีย์ในดินและชาวบ้านจะไม่เข้ามายุ่ง เพราะเป็นพื้นที่ของงานวิจัยและเมื่อมีโครงการฯ เข้ามาชาวบ้านก็จะเริ่มอนุรักษ์โดยการไม่ปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ ำ หรือว่าถ้าเขาจะปล่อยก็จะใช้ผ่านถังดักไขมัน หากบ้านไหนยังไม่มี ชาวบ้านจะมารับถังดักไขมันที่โรงการฯ ได้




     ผักเบี้ยทะเล สัตว์นานาชนิด และป่าชายเลนที่แสนอุดมสมบูรณ์

     ไฮไลท์สำคัญของการมาเยือนที่นี่ นอกจากจะได้รับความรู้เรื่องของการบำบัดน้ำเสียด้วยธรรมชาติแ ล้ว คุณอัญชลี ชี้ให้เราดูผักเบี้ยทะเลของจริงที่ขึ้นอยู่เต็มรอบ ๆ ป่าชายเลนรอบนอก

      คุณอัญชลี บอกว่า สมัยก่อนที่ ผักเบี้ยทะเล ขึ้นเยอะมาก ก็เลยได้ชื่อว่า แหลมผักเบี้ย นั่นเอง จากนั้น คุณอัญชลี นำเราเดินเข้าไปยังเส้นทางศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนระยะทางประม าณ 850 เมตร สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นโกงกางและต้นแสมน้อยใหญ่ ปลาตีนตัวเบ้อเริ่ม ปูแสม ปูก้ามด้าม นกนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นนกเด้าดิน นกเด้าลม นกยางเปียและอื่น ๆ อีกมากมาย โดยที่นี่ยังได้รับการขนานนามว่าเป็น 1 ใน 10 แหล่งดูนกที่ดีที่สุดของประเทศ และมีแหลมทรายยาวประมาณ 3 กิโลเมตร กั้นระหว่างหาดโคลนกับหาดทราย ซึ่ง คุณอัญชลี บอกว่า ที่นี่คือ ทรายเม็ดแรกของอ่าวไทยตอนบนเลยก็ว่าได้

     เราเดินชมธรรมชาติกันเรื่อย ๆ บนสะพานไม้ที่ทอดยาวและขึ้นไปดู หอภูมิทัศนา ที่ทำให้เราเห็นว่าเรือนยอดของต้นโกงกางและต้นแสมได้เจริญเติ บโต พร้อมทำหน้าที่ของมันได้แค่ไหนแล้ว สีเขียวของเรือนยอดต้นโกงกางตัดกับสีฟ้าอ่อน ๆ ของท้องฟ้า ลมเย็นเบา ๆ พัดผ่าน อยากให้ป่าชายเลนของบ้านเราในทุก ๆ ที่อุดมสมบูรณ์แบบนี้บ้าง ระหว่างที่เราเดินลองฟังดี ๆ จะได้ยินเสียงเหมือนคนดีดนิ้วเป็นระยะ ๆ

     คุณอัญชลี บอกว่านั่นคือเสียงของ "กุ้งดีดขัน" เวลาที่มันดีดตัวเพื่อเคลื่อนตัวเองอยู่บริเวณโคลนนั่นเอง ซึ่งเมื่อเดินผ่านต้นแสมว่าหากมาในช่วงที่ดอกแสมบาน ที่แห่งนี้จะหอมกลิ่นดอกแสมมาก




     และ แล้วเราก็เดินมาถึงปากทางของป่าชายเลน เจอเวิ้งทะเลโคลนที่มีชาวบ้านลงไปเก็บหอยแครง ซึ่งจะได้ราคาดี และหอยตลับตัวอ้วน หาปูทะเลเพื่อนำไปขายสร้างรายได้ให้กับครอบครัว ขากลับสามารถแวะซื้อของที่ระลึกจากโครงการฯ หรืออุดหนุนงานสานจากหญ้าธูปฤาษีของกลุ่มแม่บ้านได้ที่ร้านจำ หน่ายของที่ ระลึกบริเวณหน้าโครงการฯ ได้ และมีสินค้าอื่น ๆ ให้เลือกซื้อ อาทิ เสื้อยืด หมวกสาน ผลไม้อบแห้งและโปสการ์ด คราวหน้าใครไปเพชรบุรีอย่าลืมแวะไปที่นี่นะคะ ความรู้และความสวยงามของธรรมชาติรอคุณอยู่ค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม

      โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อม แหลมผักเบี้ย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โทรศัพท์ 0 3244 1264-5 หรือ www.lerd.org ที่นี่ไม่เสียค่าใช้จ่าย หากต้องการที่จะเข้ามาชมป่าชายเลน สามารถแจ้งยามหน้าโครงการฯ และเข้ามาชมได้เลย หากมาเป็นคณะต้องติดต่อเจ้าหน้าที่ล่วงหน้า

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
BE Magazine

travel.kapook.com
 
ร้อนนักพักร้อน ไปเที่ยวไปกิน
Posted: 16 August 2012at 14:18 | IP Logged  
พรเทพิน สิงหวิโรจน์, 2548

SOUND Night Club ภูเก็ต ไนท์คลับเรืองแสง สุดอลังการ

เขียนโดย :indi OiL เมื่อ 15 สิงหาคม 2012

     travel mthai ชวนมาสนุก ครึกครื้น กับ SOUND Night Club ภูเก็ต สีสันยามค่ำคืนอันน่าหลงใหล มนต์เสน่ห์ของ SOUND Night Club ภูเก็ต ไม่ได้อยู่ที่รสชาติค็อกเทล แต่อยู่ที่เทคนิคการปล่อยสีเรืองแสงสร้างจิตนาการผ่านความมืด   ซึ่งออกแบบโดย Orbit Design Studio บริษทผู้มากประสบการณ์และเป็นผู้นำด้านการออกแบบไนท์คลับแห่ง อนาคต







     ภายใน SOUND Night Club ภูเก็ต ใช้เทคนิคเรืองแสงต่างๆ รวมถึงวัสดุใสแบบแก้วมาช่วยสร้างความโปร่งสบายตา ผสานกับแสงเลเซอร์รอบด้าน และแสงไฟที่ตกกระทบพื้น สร้างความเรืองรอง ตื่นตาให้นักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก



      เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์ทุกส่วน ถูกออกแบบให้ล้ำ เหมือนกำลังอยู่ในโลกแห่งอนาคตจริงๆ





    ความโค้งมน เป็นส่วนหนึ่งที่สื่อถึงความลื่นไหล ไร้ขอบเขต



ที่มา : www.thecoolist.com
เรียบเรียง : travel.mthai.com
Post in :นักเที่ยวเชี่ยวทาง   
เขียนโดย :indi OiL เมื่อ 15 สิงหาคม 2012
 
ร้อนนักพักร้อน ไปเที่ยวไปกิน
Posted: 17 August 2012at 10:51 | IP Logged  
พรเทพิน สิงหวิโรจน์, 2548

ตู้ไปรษณีย์ที่ใหญ่ที่สุดในไทยและในโลก



     ตู้ไปรษณีย์ เป็นตู้สำหรับให้ประชาชนนำจดหมายซึ่งติดแสตมป์แล้วมาหยอดเข้าไป ในตู้ เพื่อรอให้บุรุษไปรษณีย์มารวบรวมจดหมายตามเวลาที่กำหนดแล้วนำ ไปส่ง เป็นรูปแบบการสื่อสารที่อยู่คู่มนุษย์มาเป็นเวลานาน วันนี้ เดลินิวส์ออนไลน์ จะพาไปรู้จักตู้ไปรษณีย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเด่นและสง่างามที่ อ.เบตง จ.ยะลา

      สถานที่ท่องเที่ยวแต่ละแห่งจะมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นความงดงามจากธรรมชาติ หรือเอกลักษณ์พิเศษที่ถูกสร้างขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์ อย่างที่ อ.เบตง ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆเงียบสงบในภาคใต้ ก็จะมีจุดเด่นในเรื่องวิถีชีวิตของชาวบ้านที่แสนจะเรียบง่าย ธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ โดยอีกหนึ่งจุดเด่นต้องยกให้ ตู้ไปรษณีย์ขนาดยักษ์ ที่สามารถใช้ได้จริง และกลายเป็นแลนมาร์คที่ใครมาเยือนเบตงต้องผ่านไปถ่ายรูปคู่เก ็บภาพความประทับใจ

     ตู้ไปรษณีย์ยักษ์เมืองเบตง ตั้งอยู่ที่ อ.เบตง จ.ยะลา ในเขตเทศบาล มุมถนนสุขยางค์ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2467 โดยผู้สร้างคือ นายสงวน จิระจินดา อดีตนายไปรษณีย์โทรเลข อ.เบตง ตู้มีลักษณะเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กรูปกลมทรงกระบอก แยกออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนฐานและส่วนตัวตู้ ฐานมีความสูง 1.30 เมตร เส้นรอบวง 1.60 เมตร ส่วนตู้สูง 2.90 เมตร เส้นรอบวง 1.40 เมตร ซึ่งทำให้ตู้ไปรษณีย์ตู้นี้กลายเป็น ตู้ไปรษณีย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและในโลกก่อนที่จะมีการสร้างตู้ใบใหม่ที่มีขนาดใหญ่มหึมากว่าถึง 3.5 เท่าในบริเวณใกล้เคียง ถือเป็นตู้ไปรษณีย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกตู้ปัจจุบัน ซึ่งตู้ทั้งสองใบสามารถใช้ส่งจดหมายได้จริง

ที่มา www.mthai.com
 
ร้อนนักพักร้อน ไปเที่ยวไปกิน
Posted: 20 August 2012at 14:18 | IP Logged  
พรเทพิน สิงหวิโรจน์, 2548

ตามไปเก็บมัลเบอร์รีที่ภูพยัคฆ์ ผลเล็ก รสดี คุณค่าไม่จิ๊บจ๊อย

 เรื่อง/ภาพ: ปณัสย์ พุ่มริ้ว
    
     หลายครั้งที่อ่านฉลากโยเกิร์ต รส "มิกซ์เบอร์รี" ไล่สายตาผ่านสตอร์วเบอร์รี บลูเบอร์รี แบล็กเบอร์รี แล้วมักมาสะดุดที่เจ้า "มัลเบอร์รี" ทุกที ด้วยความสงสัยว่าคือผลอะไร มีหน้าตาแบบไหน จะเหมือนเพื่อนๆ เบอร์รีอื่นๆ ที่โด่งดังหรือเปล่า เก็บความสงสัยนั้นไว้อยู่นาน จนวันหนึ่งเมื่อขึ้นดอยไปเที่ยวโครงการพระราชดำริภูพยัคฆ์ที่ จ.น่าน จึงถึงบางอ้อว่า เจ้าผล "มัลเบอร์รี" ที่แท้ปลูกในไทย เราเรียกกันคุ้นหูว่า "หม่อน" นั่นเอง




     เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา "นายรอบรู้" ได้รับเกียรติจาก สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ หรือ ก.พ.ร. เชิญเราไปร่วมงานสื่อมวลชนสัญจรที่ จ. แพร่-จ.น่าน สำนักงาน ก.พ.ร. มีหน้าที่ส่งเสริมให้การพัฒนาระบบราชการดำเนินไปอย่างต่อเนื่ องและเกิดผล อย่างเป็นรูปธรรม จึงพาเราไปเยี่ยมชมโครงการฝายแม่ยม จ.แพร่ ซึ่งบริหารจัดการน้ำประสบผลสำเร็จ จนได้รับ "รางวัลคุณภาพการให้บริการประชาชน" จาก ก.พ.ร. และรางวัล "United Nation Public Service Awards" จากองค์กรสหประชาชาติ ในปี 2555 นี้ รวมถึงไปเยี่ยมชมสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ ภูพยัคฆ์ที่ จ. น่าน ซึ่งดำเนินงานรักษาผืนป่าไปพร้อมส่งเสริมอาชีพให้คนพื้นที่ ที่นี่เอง ทำให้เราพบตัวจริงของ "มัลเบอร์รี" หรือหม่อน ผลไม้ขนาดจิ๋วที่หน้าตาคล้ายพวงองุ่น แต่ช่วยทำให้ชาวบ้านหลายร้อยชีวิต มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

      เรียกว่าผลเล็ก แต่คุณค่าไม่จิ๊บจ๊อย!




     สถานี พัฒนาการเกษตรฯ ภูพยัคฆ์ ตั้งอยู่ใน ต.ขุนน่าน อ. เฉลิมพระเกียรติ ห่างจากตัวเมืองน่านออกไปราว 380 กม. ทางมานั้นอาจไม่สะดวกนักเพราะเส้นทางไม่ดี มีผิวถนนร่อนบางช่วง คณะสื่อมวลชนนั่งรถตู้กว่า 4 ชั่วโมงจึงจะขึ้นมาถึงสถานีฯ แต่เมื่อมาถึงก็เหมือนได้ขึ้นสวรรค์ เพราะอากาศด้านบนนี้เย็นสบาย มีทัศนียภาพงดงาม มองไปเห็นนาขั้นบันไดเรียงตัวยาวไกลสุดสายตา สวนผลไม้และแปลงผักที่ให้ผลผลิตสะพรั่ง ยิ่งเมื่อดื่มน้ำมัลเบอร์รีเย็นฉ่ำ รสเปรี้ยวอมหวาน ที่เจ้าหน้าที่โครงการยกมาต้อนรับ ก็ช่วยเพิ่มความสดชื่น ไล่ความเมื่อยล้าที่ต้องนั่งนั่งรถไกลๆ ได้หมดสิ้น แถมได้กินผักสดใหม่กรุบกรอบ ไร้สารพิษของโครงการในมื้อกลางวัน ก็เหมือนสวรรค์อยู่ในปากแท้ๆ

     พอเราอิ่มกาย หายเหนื่อยแล้ว เจ้าหน้าโครงการฯ ก็เริ่มต้นเล่าจุดกำเนิดของโครงการพระราชดำรินี้ว่า ในอดีตชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวลัวะจะทำไร่เลื่อนลอยบนภูเข า แต่ยิ่งทำกลับผลผลิตน้อยลง เพราะหน้าดินที่อุดมด้วยแร่ธาตุสารอาหาร ถูกน้ำชะไปเมื่อฝนตกลงมา ทำให้ต้องย้ายที่ทำกินไปเรื่อยๆ อีกทั้งเมื่อหมดฤดูทำนาและปลูกผัก ชาวบ้านก็จะเผาป่า เตรียมพื้นที่ปลูกข้าวโพด พืชเศรษฐกิจที่ให้ราคาสูง โดยไม่รู้ว่าเป็นการทำลายผืนป่าบนภูพยัคฆ์อันเป็นต้นน้ำของลำ น้ำน่าน-หนึ่ง ในสี่ของสายน้ำที่เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำเจ้าพร ะยา ซึ่งหล่อเลี้ยงชีวิตคนไทยหลายล้านคน




      ใน เดือนมกราคมปี 2546 พระบาทสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จมาเยี่ยมเยียนราษฎรบ้านน้ำรีพระองค์ทรงเล็งเห็นปัญหาการ ทำลายป่าต้นน้ำ จึงพระราชดำริหนทางฟื้นฟูฝืนป่าโดยให้คนอยู่ร่วมกับป่า และทำให้ชาวบ้านเล็งเห็นความสำคัญของป่าต้นน้ำ ด้วยการโปรดให้ก่อตั้งโครงการพระราชดำริ "สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ ภูพยัคฆ์" ขึ้นบนพื้นที่กว่าแสนไร่ เพื่อสืบสานการอนุรักษ์ธรรมชาติในเขตป่าต้นน้ำ และสร้างอาชีพให้กับคนในพื้นที่ด้วยการทำการเกษตรที่ยั่งยืนแ ทนการบุกถาง ทำลายป่า



     ภารกิจสำคัญคือการรณรงค์และอบรมให้ความรู้ ให้ชาวบ้านทำนาขั้นบันได 1 คนต่อ 1 ไร่ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดี และลดการบุกรุกพื้นที่ป่า อีกทั้งส่งเสริมการปลูกผักปลอดสารเคมีเพื่อสร้างรายได้ และลดค่าใช้จ่าย ต่อมาโครงการพัฒนาขึ้น จนขยายสู่การทำพืชเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น กาแฟ และ มัลเบอร์รี ซึ่งใช้พื้นที่น้อยกว่าข้าวโพด แต่มีผลตอบแทนที่ดีไม่น้อยกว่ากันเท่าใดนัก

     หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องเป็น "หม่อน" หรือ "มัลเบอรี" เจ้าหน้าที่อธิบายว่า มีหลายปัจจัยที่ทำให้เจ้าผลไม้ชนิดนี้เหมาะสมกับชีวิตของคนใน พื้นที่ เช่น ชนเผ่าที่อาศัยในพื้นที่ส่วนใหญ่คือกลุ่มชาวลัวะ ซึ่งเน้นการปฏิบัติตามประเพณีอย่างเคร่งครัด หากถึงวันที่เรียกว่า "วันกรรม" ชาวบ้านจะไม่ทำกิจกรรมใดทั้งสิ้น ดั้งนั้นการปลูกหม่อนกินผลจึงเหมาะสมกว่าหม่อนเลี้ยงไหมที่ต้ องดูแลทุกวัน อย่างขาดไม่ได้ นอกจากนี้หม่อนกินผลยังเป็นพืชที่ดูแลรักษาง่าย ไม่ต้องใช้สารเคมีในการบำรุงรักษา ให้ผลผลิตเร็ว และเก็บผลผลิตได้หลายสิบปี หม่อนจึงเป็นพืชเศรษฐกิจที่ประจวบเหมาะที่สุด ปัจจุบันชาวบ้านปลูกหม่อนกันเต็มดอย ถึงปลายปี 2554 มีหม่อนกว่า 4,000 ต้น และให้ผลผลิตกว่า 20,000 กก. ซึ่งคำนวณเป็นรายได้ถึง 640,000 บาท ต่อปี




     ที่สำคัญอีกอย่าง คือ ผลหม่อนมีสีสวยถูกใจ และมีรสเปรี้ยวอมหวานอร่อย จึงถือเป็นผลไม้โดดเด่นที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือน สถานีฯ ภูพยัคฆ์มากขึ้น สอดคล้องกับการพยายามส่งเสริมให้สถานีฯ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพื่อเปิดต้อนรับคนรักธรรมชาติที่อยากสัมผัสอากาศบริสุทธิ์ กินผักสดปลอดสารพิษ และเดินเที่ยวสวนมัลเบอร์รี ...และเพื่อให้ "นายรอบรู้" เห็นภาพการท่องเที่ยวมากขึ้น เจ้าหน้าที่จึงนัดหมายให้ชาวบ้านในโครงการพาเราไปเดินเที่ยวส วนหม่อน เด็ดมัลเบอรีสดๆ จากต้นกินได้ตามสบาย

     พี่ฉัตรชัย บัวแสน ชาวบ้านน้ำรีกลุ่มแรกๆ ที่หันมาเข้าร่วมโครงการ พาเราไปเดินตะลุยสวนมัลเบอร์รีที่ปลูกแซมกับกาแฟ ขนาด4 ไร่ของแก พี่ฉัตรชัยสอนว่าเมื่อผลหม่อนแก่จะเริ่มเปลี่ยนจากสีเขียวเป็ นสีชมพูและแดง เมื่อสุกจะเป็นสีม่วงเกือบดำ มีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน สามารถเด็ดกินสดๆ ได้โดยไม่ต้องกลัวสารพิษ เพราะปลูกโดยไม่ใช้สารเคมี หรือจะเก็บใส่ตะกร้าไปฝากคนที่บ้านก็ได้ ชาวบ้านที่นี่จะตัดแต่งกิ่งให้ออกผลเป็น 2 ช่วง คือช่วงเดือนกุมภาพันธ์จนถึงต้นเดือนพฤษภาคม และช่วงเดือนตุลาคมไปจนถึงมกราคม ในช่วงหน้าหนาวนี้เอง อากาศจะเย็นสบาย มีหมอกตอนเช้า หากได้มาเก็บมัลเบอร์รีช่วงนี้จะเป็นประสบการณ์ที่ดียิ่งนัก

     หม่อนที่ปลูกคือ หม่อนผลสด หรือ มัลเบอร์รี (Fruiting Mulberry Morus spp.Moraceae) ซึ่งเป็นคนละชนิดกับหม่อนที่นำไปเลี้ยงไหม ซึ่งมีการค้นพบว่ามีคุณค่าทางโภชนาการสูง ทั้งพบสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มโพลีฟินอล (Polyphenols) แอนโทไซยานิดิน (Anthocyanidin) และกรดโฟลิก (Folic acid) ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายไม่แพ้เบอร์รีราคาแพงชนิดอื่น




     ในสถานียังมีโรงงานแปรรูปผลหม่อน โดยโครงการจะเป็นตลาดรับซื้อผลมัลเบอรีจากชาวบ้านทั้งหมด ส่วนหนึ่งบรรจุเป็นผลแช่แข็ง ส่งไปทำไวน์ที่ จ. ลำพูน และส่งไปทำส่วนผสมในน้ำผลไม้ของดอยคำ อีกส่วนนำมาผลิตภายในโครงการเป็นผลอบแห้ง น้ำมัลเบอร์รี และน้ำสกัดมัลเบอร์รีเข้มข้น โดยปรับหีบห่อให้ดูทันสมัยภายใต้แบรนด์ "ภูพยัคฆ์" และนำไปวางขายในร้านกาแฟภูพยัคฆ์และร้านขายของฝากในตัวเมืองน่า น

     ขณะนี้ทางโครงการยังมีแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้หลากหลายขึ้น ทั้งน้ำมัลเบอร์รีผสมน้ำผึ้ง น้ำมัลเบอร์รีไม่ผสมน้ำตาล มัลเบอร์รีอบแห้งผสมน้ำผึ้ง แยมมัลเบอร์รี และไอศกรีมมัลเบอร์รีเจลาโตอีกด้วย นอกจากผลิตภัณฑ์จากมัลเบอร์รีที่พัฒนาแตกแขนงไป ชีวิตของคนทำเบอร์รีก็ดีขึ้นไปตามลำดับ พี่ฉัตรชัยบอกว่ามีรายได้ต่อปีเพิ่มขึ้นจากไม่กี่พันบาทเป็น 6-7 หมื่นบาท และมีข้าวกินตลอดปี สามารถเลี้ยงครอบครัวได้ไม่ขัดสน

      "จากเมื่อก่อนที่ทำไปไม่รู้อะไร ตอนนี้ผมต้องไปเรียนรู้ตลอดเวลา เรียนรู้การปลูกให้ได้ผลผลิตมากขึ้น ฝึกทำปุ๋ยชีวภาพ ตอนนี้ก็ได้กำไรพออยู่พอกิน พอเลี้ยงตัวเองได้ ไม่ต้องไปเดือดร้อนเปิดป่าใหม่ ครอบครัวผมก็มีความสุข รู้สึกอบอุ่นมากขึ้น
"ผม นึกถึงพระราชินีอยู่ตลอด ถ้าไม่มีท่านก็ไม่มีวันนี้ เมื่อก่อนเราไม่รู้อะไร เหมือนท่านมาเปิดทางให้เราเห็น เหมือนตอนนี้เราได้อยู่บนสวรรค์" พี่ฉัตรชัยกล่าวด้วยน้ำเสียงตื้นตัน

     เราเดินกินผลมัลเบอร์รีหวานๆ เปรี้ยวๆ ไปพร้อมๆ กับเห็นรอยยิ้มของคนปลูก และรับรู้ในพระมหากรุณาธิคุณที่สมเด็จพระราชินีมีต่อพสกนิกรข องท่าน ก็รู้สึกชื่นใจ และทำให้การเดินทางมาตามหามัลเบอร์รีครั้งนี้ ช่างคุ้มเหนื่อยยิ่งนัก

ขอขอบคุณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.)

เรื่อง/ภาพ: ปณัสย์ พุ่มริ้ว


ที่มา นายรอบรู้
 

   Go to the first page Go to the previous page You are in page 43 of 45 Go to the next page Go to the last page Go to Page: of 45
  go to last reply

Copyright © 2003-2014 chula-alumni.com by Ecartstudio Co., LTD. All rights reserved.
  Contact Chula Alumni Webmaster